คลังความรู้ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
เหยี่ยวข่าวตามหานวัตกรรมKM

♥การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อ ในแผนกเด็กป่วย ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพ(ศอ.3)

1.ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อ ในแผนกเด็กป่วย ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพ(ศอ.3)
(ภาษาอังกฤษ) A Model Development of Hemoculture Puncture in Pediatrics Ward of health promotionHospital
ผู้วิจัย นางสายสุนี เจริญศิลป์
สถานที่ติดต่อ งานห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
2.บทคัดย่อ
งานแผนกเด็กป่วยได้พัฒนาการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบเดิมเปรียบเทียบการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบปรับปรุงในขั้นตอนที่5คือการเช็ดทาความสะอาดบริเวณผิวหนังก่อนการเจาะเลือด การวิจัยครั้งนี้ได้ทาการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่มานอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 ที่แพทย์สั่งเจาะเลือดเพาะเชื้อทุกรายในระหว่างช่วงเดือนตุลาคม 2558 – กันยายน 2560 พบว่า จากการเก็บข้อมูลแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบเดิมมีการปนเปื้อนเชื้อเฉลี่ยร้อยละ 1.76 กับแบบปรับปรุงมีการปนเปื้อนเชื้อเฉลี่ยร้อยละ 0.64 ดังนั้นจากการเปรียบเทียบแนวปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบปรับปรุงแล้ว สามารถช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อได้โดยลดลงเฉลี่ยร้อยละ 1.12
3.คำสาคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
3.1 การปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพ หมายถึง การปนเปื้อนเชื้อในการเพาะเชื้อจากเลือด
3.2 ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ Septicemia คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อจากส่วนใด ๆ ในร่างกายก็ตาม ซึ่งหากมีการอักเสบหรือติดเชื้ออย่างรุนแรง เชื้อนั้นอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด และทาให้เกิดภาวะช็อกจนเสียชีวิตได้ในเวลาสั้น ๆ
3.3( Antiseptic)สารละลายฆ่าเชื้อ

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥การพัฒนาแนวทางป้องกันการพลัดตกหกล้มในหญิงหลังคลอด แผนกสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์

1. ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย)การพัฒนาแนวทางป้องกันการพลัดตกหกล้มในหญิงหลังคลอด แผนกสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
(ภาษาอังกฤษ)
2. ผู้วิจัย วาสนา เงินม่วง
3.สถานที่ติดต่อ งานสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
4..คาสาคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
การพลัดตกหกล้ม(Fall)หมายถึง เหตุการณ์ต่างๆที่มีผลทาให้เกิดการลื่นล้มลงพื้นทุกชนิด ในโรงพยาบาล รวมทั้งการตกเตียง ตกจากเปล หรือล้อนั่ง
การป้องกันการพลัดตกหกล้ม หมายถึง กิจกรรมการพยาบาลที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥การศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนเข้มแข็ง เขตสุขภาพที่ 3

๑. ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) การศึกษาสถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชนเข้มแข็ง เขตสุขภาพที่ 3
(ภาษาอังกฤษ) Situation of Infectious Waste Management In Active community of Health Survice Provider Board office 3
หัวหน้าโครงการวิจัย ชื่อนางกรุณา สุขแท้ ตาแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชานาญการพิเศษที่ทางาน กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
สัดส่วนการทาวิจัย: ร้อยละ 40 ภาระงาน: เขียนโครงร่างการวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปรูปเล่ม
ผู้ร่วมวิจัย(๑) นางสาวเสาวนีย์ สาบุตร
สถานที่ที่ทางาน กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
สัดส่วนการทาวิจัย: ร้อยละ 30 ภาระงาน: การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปรูปเล่ม
ผู้ร่วมวิจัย(๒) นางสาวจุไรรัตน์ ชานาญไพร
สถานที่ที่ทางาน กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
สัดส่วนการทาวิจัย: ร้อยละ 30 ภาระงาน: การเก็บข้อมูล การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
๒. คาสาคัญ (Keywords) ของโครงการวิจัย:
(ภาษาไทย) การจัดการมูลฝอยติดเชื้อ,ชุมชนเข้มแข็ง
(ภาษาอังกฤษ) Infectious Waste,
Active community
๓. หลักการและเหตุผลที่มาของปัญหาที่ทาการวิจัย (Background and Rational)
ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายที่จะกาหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการมูลฝอย ติดเชื้อสาหรับราชการส่วนท้องถิ่นและสถานบริการสาธารณสุขต่างๆเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสุขภาพประชาชน และจัดระเบียบการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการกาจัดมูลฝอยติดเชื้อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ จึงมีการดาเนินการออกกฎกระทรวงว่าด้วยการกาจัดมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ.2545 โดยกาหนดหลักเกณฑ์วิธีการและมาตรการในการควบคุม กากับดูแล การจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ของสถานบริการการสาธารณสุข และห้องปฏิบัติการเชื้ออันตรายทุกแห่งให้มีการจัดการ มูลฝอยติดเชื้อให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่มูลฝอยติดเชื้อเป็นมูลฝอยที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในปริมาณหรือความเข้มข้นซึ่งถ้ามีการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับมูลฝอยนั้นแล้ว สามารถทาให้เกิดโรคได้ จำเป็นต้องมีการจัดการด้วยวิธีพิเศษ ปัจจุบันสิ่งที่ต้องระวังคือการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในชุมชน เนื่องจากประชาชนในกลุ่มป่วยด้วยโรคบางโรค จาเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และมีการดูแลที่บ้านเช่นผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยล้างไต และผู้ป่วยเบาหวานที่มีการฉีดอินซูลินเองที่บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือขยะมูลฝอยจากผู้ป่วยเหล่านั้นเช่น

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥สถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของสถานบริการสาธารณสุข ในเขตสุขภาพที่ 3

1. ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) สถานการณ์การจัดการมูลฝอยติดเชื้อของสถานบริการสาธารณสุข ในเขตสุขภาพที่ 3
(ภาษาอังกฤษ) Situation of Infectious wastes management in Healthcare of Health service provider board office 3
ผู้วิจัย นางนพวรรณ ศรีชมภู ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชานาญการ
สถานที่ติดต่อ กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เลขที่ 157 ม.1 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
ผู้ร่วมวิจัย นางบาเพ็ญ ธนะพัฒน์ ตาแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชานาญการ
สถานที่ติดต่อ กลุ่มพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ เลขที่ 157 ม.1 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
2. คาสาคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
2.1 มูลฝอยติดเชื้อ หมายถึง มูลฝอยที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่ในปริมาณหรือมีความเข้มข้น ซึ่งถ้ามีการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับมูลฝอยนั้นแล้วสามารถทาให้เกิดโรคได้
กรณีมูลฝอยดังต่อไปนี้ ที่เกิดขึ้นหรือใช้ในกระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล การให้ภูมิคุ้มกันโรคและการทดลองเกี่ยวกับโรค และการตรวจชันสูตรศพหรือซากสัตว์ รวมทั้งในการศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมูลฝอยติดเชื้อ
1 ซากหรือชิ้นส่วนของมนุษย์หรือสัตว์ที่เป็นผลมาจากการผ่าตัด การตรวจชันสูตรศพหรือซากสัตว์ และการใช้สัตว์ทดลอง
2 วัสดุของมีคม เช่น เข็ม ใบมีด กระบอกฉีดยา หลอดแก้ว ภาชนะที่ทาด้วยแก้วสไลด์ และแผ่นกระจกปิดสไลด์
3 วัสดุซึ่งสัมผัสหรือสงสัยว่าจะสัมผัสกับเลือด ส่วนประกอบของเลือด ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเลือด สารน้าจากร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์ หรือวัคซีนที่ทาจากเชื้อโรคที่มีชีวิต เช่น สาลี ผ้าก๊อส ผ้าต่างๆ และท่อยาง
4 มูลฝอยทุกชนิดที่มาจากห้องรักษาผู้ป่วยติดเชื้อร้ายแรง (กฎกระทรวง ว่าด้วยการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ
,2545)
2.2 สถานบริการสาธารณสุข หมายถึง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล โรงพยาบาลสังกัดกรมวิชาการ โรงพยาบาลสังกัดหน่วยงานของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลสัตว์สังกัดกรมปศุสัตว์ และห้องปฏิบัติการเอกชน
3. หลักการและเหตุผลที่มาของปัญหาที่ทาการวิจัย (Background and Rational)
มูลฝอยติดเชื้อที่เกิดจากโรงพยาบาล จัดว่าเป็นมูลฝอยอันตรายที่จะต้องมีการจัดการแยกออกจาก มูลฝอยทั่วไปตั้งแต่แหล่งกาเนิด โดยจะต้องมีการจัดเก็บ รวบรวมขนส่ง และกาจัดที่ถูกสุขลักษณะ ตามข้อกาหนดในกฎกระทรวงฯ (ศมกานต์ ทองเกลี้ยง, 2557) เพราะถ้าจัดการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ที่กาหนดไว้ หรือจัดการไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล จะส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ สู่สิ่งแวดล้อม และยังทาให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นสาเหตุหนึ่ง ของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อได้
ขยะติดเชื้อเกิดขึ้นได้จาก 3 แหล่ง ได้แก่ โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ดูแลคนไข้ โรงพยาบาลสัตว์ และห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ จากการสารวจพบว่า ทั่วประเทศมีขยะติดเชื้อเกิดขึ้น 43,000 ตันต่อปี หรือ 43 ล้านกิโลกรัมต่อปี เฉลี่ย 120 ตันต่อวัน หรือ 1.2 แสนกิโลกรัมต่อวัน นับเป็นปริมาณขยะที่เกิดขึ้นเยอะมาก (สุธา เจียรมณีโชติชัย, 2557)
ทุกวันนี้การจัดการขยะติดเชื้อยังประสบปัญหา ตั้งแต่แหล่งกาเนิด เนื่องจาก

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥การพัฒนารูปแบบการให้การปรึกษา เพื่อส่งเสริมการปรับตัวในระยะตั้งครรภ์ ของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น

๑. ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) การพัฒนารูปแบบการให้การปรึกษา เพื่อส่งเสริมการปรับตัวในระยะตั้งครรภ์
ของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น
(ภาษาอังกฤษ) Development of counseling model. to promote adaptation for
Teenage pregnancy.
หัวหน้าโครงการวิจัย ชื่อนางสาวรัชนี ปวุตตานนท์ ตาแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชานาญการ
ที่ทางาน งานการพยาบาลให้บริการปรึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
สัดส่วนการทาวิจัย: ร้อยละ 90 ภาระงาน: เขียนโครงร่างการวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปรูปเล่ม
ผู้ร่วมวิจัย นางวนาพร คณาญาติ ตาแหน่ง นักสังคมสงเคราะห์ชานาญการ
สถานที่ที่ทางาน งานการพยาบาลให้บริการปรึกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
สัดส่วนการทาวิจัย: ร้อยละ 10 ภาระงาน: การเก็บข้อมูล
๒. คาสาคัญ (Keywords) ของโครงการวิจัย:
(ภาษาไทย) การพัฒนารูปแบบ , การปรึกษาหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น, การปรับตัวหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น
(ภาษาอังกฤษ) Development of counseling model.
Adaptation for Teenage pregnancy
๓. หลักการและเหตุผลที่มาของปัญหาที่ทาการวิจัย (Background and Rational)
การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น นับว่าเป็นปัญหาที่สาคัญในสังคม และมีแนวโน้ม เพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาและทารกทั้งระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และหลังคลอดได้มากกว่าการตั้งครรภ์ในวัยผู้ใหญ่ (สุวชัย อินทรประเสริฐ และสุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล, 2539) ทั้งนี้เนื่องจาก มารดาวัยรุ่นส่วนใหญ่ขาดความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และเศรษฐกิจ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจึงเป็นภาวะที่วิกฤตซ้าซ้อนกับภาวะวิกฤติเดิมที่มีอยู่ก่อนตามพัฒนาการของวัยรุ่น (Williams R.P, 1995) มากกว่าร้อยละ 65 ของวัยรุ่นผู้หญิงที่มีภาวะเสี่ยงทางสูติศาสตร์

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥การศึกษาสถานการณ์การดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์ของแม่ ที่มีความสัมพันธ์กับภาวะแรกเกิดของทารกในเขตสุขภาพที่ 3

จัดทำโดย จริยา บุญอนันต์
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์ของแม่ที่มีความสัมพันธ์กับ ภาวะแรกเกิดของทารกในเขตสุขภาพที่ 3 เป็นการศึกษาข้อมูลจากการวิจัยสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยไทยมา ทาการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์ของแม่กับภาวะแรกเกิดของทารก โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจากสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กและแบบสัมภาษณ์พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเด็ก ในเด็กอายุ 8 เดือน 16 วัน – 5 ปี 11 เดือน 29 วัน ที่มีสัญชาติไทย จานวน 874 คน เก็บ ข้อมูลเดือนเมษายน 2560 – พฤษภาคม 2560 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โดยใช้ไคร์สแควร์
ผลการศึกษาพบว่าแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 20-35 ปีร้อยละ 63.6 ฝากครรภ์ครั้งแรกก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ร้อยละ 68.7 ฝากครรภ์ครบ 5 ครั้งร้อยละ 65.8 โดยใช้บริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรพท./รพศ.ร้อยละ 11.2 ส่วนใหญ่คลอดครบกาหนดร้อยละ ….. ขณะตั้งครรภ์พบแม่มีโรคประจาตัวร้อยละ13.3 มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ร้อยละ 41 และติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ (…%) โดยขณะตั้งครรภ์ได้รับยาบารุงร้อยละ 85.6 และแม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์เพียงร้อยละ …. เมื่อศึกษา ความสัมพันธ์ของการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์กับภาวะแรกเกิดของทารก พบว่า

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥การพัฒนารูปแบบการใช้หมอนหนุนไหล่ทารกให้หลอดลมคอทารกตรงส่งเสริมการ หายใจที่มีประสิทธิภาพ ในแผนกผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์ อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ (หนุนไหล่ให้น้องหายใจสะดวก)

จัดทำโดย นางนริศา ทิมศิลป์ และคณะ

        แผนกผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่3นครสวรรค์
ตั้งแต่พ.ศ.2558 ถึงปี2559 ยังไม่มีรูปแบบการนอนหนุนไหล่ของทารกที่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลให้
ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายทารกไม่เพียงพอ สมองขาดออกซิเจน ส่งผลให้เกิดพัฒนาการล่าช้าได้ ทารกคอ
พบั คางชิดอก ทารกดิ้นหลุดจากผ้าที่หนุนไหล่ทารกไว้ร้อยละ70 คอแหงนไปร้อยละ10 คิดเป็นร้อยละ 80
ในบทความของ PANTIP.COM ไม่หนุนหมอนไม่ต้องกลัวไหลตาย ใช้ผ้าขนหนูพับสัก2-3 ทบหนุน
บริเวณไหล่ทารกเป็นการให้ทารกนอนหนุนไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ความหนาจากที่นอนกับไหล่ทารกหนา
2-3 เซนติเมตร“sniffing position” เป็นการทาให้ทารกมีตาแหน่งของท่อหลอดลมคอตรง ปอดขยายตัว
ได้ดี เป็นการจัดท่านอนส่งเสริมให้ทารกมีการหายใจที่มีประสิทธิภาพเพมิ่ มากขึ้น เดิมการนอนของทารก
ในแผนกผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด เป็นการหนุนด้วยผ้าห่อตัวแล้วพับให้หนา2 ทบหนุนบริเวณไหล่ของ
ทารก ปัจจุบันมีการพัฒนาการนวัตกรรมของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้
จัดทาหมอนหนุนไหล่ให้น้องหายใจโล่ง เมื่อปี2012 พบว่าทารกหายใจสะดวกร้อยละ 100 ทางแผนก
ผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดได้เห็นความสาคัญของการส่งเสริมสุขภาพทารกทาให้ทารกนอนหายใจมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น ทา ให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้ดี มีการไหลเวียนของปอดทารกดีขึ้น ส่งผลให้ทารกมี
พัฒนาการสมวัยจึงได้คิดนวตกรรมส่งเสริมสุขภาพทารกป่วย มีชื่อว่า หนุนไหล่ให้น้องหายใจสะดวก
วัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้
การเรมิ่ ต้นการดาเนินการการจัดการความรู้ในครัง้ นี้ สงิ่ ที่ทางทีมคาดหวังให้เกิดความรู้ ความ
เข้าใจพัฒนารูปแบบการใช้หมอนหนุนไหล่ให้ทารกหายใจสะดวก รวมไปถึงการประเมินการใช้หมอน
หนุนไหล่ให้ทารกหายใจสะดวกและแก้ไขตามมาตรฐาน

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥การศึกษาเปรียบเทียบค่าอุณหภูมิกายทารกแรกเกิดด้วยปรอทแก้ววัดทางรักแร้แบบใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้กับไม่ใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้

ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) การศึกษาเปรียบเทียบค่าอุณหภูมิกายทารกแรกเกิดด้วยปรอทแก้ววัดทางรักแร้แบบใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้กับไม่ใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้
(ภาษาอังกฤษ) A comparison of body temperature by using the cloth band and no using on the newborn then count time by using stopwatch
ผู้วิจัย ชุลีพร วิมลสิทธิพงศ์
สถานที่ติดต่อ งานห้องคลอด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
                          ห้องคลอดได้พัฒนารูปแบบการวัดอุณหภูมิกายก่อนย้ายทารกไปแผนกทารกแรกเกิดหนัก ทำให้ได้นวัตกรรม “ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้” ใช้แทนการจับปรอทแก้วขณะวัดอุณหภูมิกาย ลดการสูญเสียอัตรากาลังในการทางาน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบค่าอุณหภูมิกายแบบใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้กับไม่ใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้ การวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาในทารกแรกเกิดปกติที่คลอดศูนย์อนามัยที่ 3 อายุครรภ์ 37 – 42 สัปดาห์ คะแนนชีพ นาทีที่ 1 และ 5 ได้ 8- 10 คะแนน นาทีที่ 10 ได้ 10 คะแนน น้าหนักทารก 2,500 – 4,000 กรัม จานวน 42 ราย ในเดือนมกราคม ถึง ตุลาคม 2560 พบว่า การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายแบบใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.97 องศาเซลเซียส แบบไม่ใช้ผ้ากระชับจับเวลาวัดไข้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.98 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบแล้วมีความแตกต่างกันเท่ากับ 0.01 องศาเซลเซียส ดังนั้นจากการทดสอบสถิติ t สรุปได้ว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างการวัดอุณหภูมิกายทั้ง 2 แบบ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
คำสาคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
อุณหภูมิกาย หมายถึง ค่าที่อ่านได้จากปรอทแก้ว จากการวัดอุณหภูมิกายทารกแรกเกิดทางรักแร้นาน 8 นาที มีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส
ผ้ากระชับ หมายถึง ผ้าที่มีลักษณะคล้ายกับสายรัดผ้าม่าน ประกอบด้วยตีนตุ๊กแกและรูสาหรับสอดใส่ปรอทแก้ว ขนาดของผ้ากระชับยาว 53.5 เซนติเมตร กว้าง 5.5 เซนติเมตร ใช้สาหรับกระชับกับตัวทารกแรกเกิดขณะวัดอุณหภูมิกายด้วยปรอทแก้ว

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥พัฒนาแนวทางการสอนบีบเก็บน้านมในมารดาที่ลูกอยู่ NICU

♥พัฒนาแนวทางการสอนบีบเก็บน้านมในมารดาที่ลูกอยู่ NICU

๑. ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) พัฒนาแนวทางการสอนบีบเก็บน้านมในมารดาที่ลูกอยู่ NICU
(ภาษาอังกฤษ) Development guideline for Milk Collection in Mothers baby admit in NICU
ชื่อผู้วิจัยและคณะ พร้อมสถานที่ติดต่อและหมายเลขโทรศัพท์
หัวหน้าโครงการวิจัย ชื่อนางสาวศัสยมน ตุลยศุกร์สิริ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ
สถานที่ทางาน แผนกสูติ-นรีเวชกรรม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
สัดส่วนการทำวิจัย: ร้อยละ 90
ภาระงาน: เขียนโครงร่างการวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปรูปเล่ม
๒. คาสาคัญ (Keywords) ของโครงการวิจัย:
(ภาษาไทย) พัฒนาแนวทาง, การสอนบีบน้านมในมารดาที่ลูกอยู่ NICU
(ภาษาอังกฤษ) Development guideline, Milk Collection in Mothers baby admit in NICU
๓. หลักการและเหตุผลที่มาของปัญหาที่ทาการวิจัย (Background and Rational)
จากการสารวจสถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของกรมอนามัยในปี 2552 พบว่าอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเพิ่มขึ้นจากร้อย 16.3 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 29.6 ในปี 2552 ซึ่งเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายของประเทศไทย เพราะยังมีแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สาคัญคือแม่ที่มีลูกป่วยเพราะในแต่ละปีประเทศไทยมีเด็กทารกแรกเกิดที่จาเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลจานวนมาก ทารกที่คลอดก่อนกาหนด ทารกที่ป่วยต้องอยู่ในแผนกบริบาลทารก NICU ทารกที่ได้รับการผ่าตัด หรือเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสถูกแยกแม่-ลูก หรือถูกสั่งให้งดนมแม่ด้วยเหตุผลต่างๆ ทาให้ขาดโอกาสที่จะได้รับอาหารที่มีคุณค่าและมีความสาคัญที่สุดในชีวิต
มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นถึงพลังของนมแม่ ที่บ่งชี้ว่าน้านมแม่ได้ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าต่อสุขภาพของทารกที่ป่วยอย่างดียิ่ง นมแม่เปรียบเสมือนยา มีความสาคัญเหมือนกับเป็นเครื่องช่วยหายใจ มีความสามารถที่จะปกป้องเด็กทารกได้เมื่ออยู่ในห้อง NICU
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ ปี 2557 มีจานวนมารดาที่คลอดบุตรทั้งหมดจานวน 1,293 ราย และจานวนทารกที่มีความเจ็บป่วยและต้องแยกกับมารดาไปอยู่แผนก NICU พบว่ามีจานวนทั้งหมด 553 ราย คิดเป็น 42.76% คณะผู้วิจัยเห็นความสาคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ตามบันได 10 ขั้น ใน
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเด็กป่วย (“Breast Feeding Sick Babies” ) และแผนกสูติกรรมมีบทบาทในการช่วยส่งเสริม ในบันไดขั้นที่ 2 คือ

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥เมื่อคุณแม่ต้องมาเจาะเลือดตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์

♥เมื่อคุณแม่ต้องมาเจาะเลือดตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์

จัดทำโดย อภิชา อภิรัตน์อาภา ,ณัฐนันทพร ดาเหล็ก ,เมธิญ์กาญจน์ คงสุขสกุลชัย และคณะเจ้าหน้าที่เวชศาสตร์ชันสูตร

การบ่งชี้ความรู้
              ผู้รับบริการที่มารับบริการที่แผนกฝากครรภ์ ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ มีบางส่วนจะต้องได้รับการเจาะเลือดตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ( Gestational Diabetes: GDM ) ทั้งนี้เพราะเด็กที่เกิดจากมารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์มักพบความผิดปกติได้หลายแบบ เช่น เด็กตัวโตมีน้้าหนักมากกว่า4000กรัม (macrosomia) หรือพบความพิการแต่ก้าเนิด ดังนั้นการเจาะเลือดตรวจหาค่าน้้าตาล ( glucose ) ในเลือดในหญิงตั้งครรภ์ที่แผนกเจาะเลือด ( ห้องเบอร์ 2 ) จึงมีความส้าคัญที่จะวินิจฉัยภาวะเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ได้แต่ยังไม่มีใครรู้ว่า คุณแม่ที่อุ้มท้องมารับการเจาะเลือดที่ห้องเบอร์2 นั้น รับรู้หรือไม่ว่าการเจาะเลือดตรวจครั้งนี้ ท้าไม เพื่ออะไร ความจ้าเป็นและความส้าคัญเป็นอย่างไร หากได้รับการบอกเล่ามาก่อนหน้านั้นเรียบร้อยแล้ว เจ้าที่ห้องเจาะเลือด จะสามารถรับรู้และแน่ใจได้หรือไม่ว่าคุณแม่ได้รับรู้ เข้าใจมานั้น เป็นสิ่งที่อยากให้รู้และเข้าใจร่วมกันจริงๆ ที่ส้าคัญที่สุดยังไม่มีใครรู้ว่า คุณแม่พอใจกับการเจาะเลือดแค่ไหน

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

Page 1 of 19