♥การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อ ในแผนกเด็กป่วย ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพ(ศอ.3)

1.ชื่อโครงการวิจัย (Protocol title)
(ภาษาไทย) การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อ ในแผนกเด็กป่วย ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพ(ศอ.3)
(ภาษาอังกฤษ) A Model Development of Hemoculture Puncture in Pediatrics Ward of health promotionHospital
ผู้วิจัย นางสายสุนี เจริญศิลป์
สถานที่ติดต่อ งานห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 ถ.พหลโยธิน ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
2.บทคัดย่อ
งานแผนกเด็กป่วยได้พัฒนาการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบเดิมเปรียบเทียบการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบปรับปรุงในขั้นตอนที่5คือการเช็ดทาความสะอาดบริเวณผิวหนังก่อนการเจาะเลือด การวิจัยครั้งนี้ได้ทาการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่มานอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3 ที่แพทย์สั่งเจาะเลือดเพาะเชื้อทุกรายในระหว่างช่วงเดือนตุลาคม 2558 – กันยายน 2560 พบว่า จากการเก็บข้อมูลแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบเดิมมีการปนเปื้อนเชื้อเฉลี่ยร้อยละ 1.76 กับแบบปรับปรุงมีการปนเปื้อนเชื้อเฉลี่ยร้อยละ 0.64 ดังนั้นจากการเปรียบเทียบแนวปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อแบบปรับปรุงแล้ว สามารถช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อได้โดยลดลงเฉลี่ยร้อยละ 1.12
3.คำสาคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
3.1 การปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพ หมายถึง การปนเปื้อนเชื้อในการเพาะเชื้อจากเลือด
3.2 ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ Septicemia คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อจากส่วนใด ๆ ในร่างกายก็ตาม ซึ่งหากมีการอักเสบหรือติดเชื้ออย่างรุนแรง เชื้อนั้นอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด และทาให้เกิดภาวะช็อกจนเสียชีวิตได้ในเวลาสั้น ๆ
3.3( Antiseptic)สารละลายฆ่าเชื้อ


4.หลักการและเหตุผลที่มาของปัญหาที่ทาการวิจัย (Background and Rational)
การเพาะเชื้อจากเลือดเป็นวิธีที่สาคัญที่ใช้ในการตรวจและวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแสโลหิต แพทย์จะให้เจาะเลือด ส่งตรวจเพาะเชื้อ โดยพิจารณาจากอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของผู้ป่วยโดยเฉพาะอาการไข้ ซึ่งเป็น ข้อบ่งชี้ที่สาคัญของการติดเชื้อในกระแสโลหิต ( Chandrasckar & Brown, 1994 ) เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อของผู้ป่วย เพื่อให้การดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับการติดเชื้อและอาการของโรค การเพาะเชื้อในกระแสโลหิตได้วินิจฉัยชนิดของเชื้อและตรวจความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพได้ถูกต้อง จะนาไปสู่การเลือกใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสม และ ได้ผลการรักษาที่ดี ( สุรางค์ เดชศิริเลิศ และคณะ,2553 ) การเจาะเลือดเพาะเชื้อต้องทาอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการ
ปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพ ปัญหาที่พบในการเจาะเลือดเพาะเชื้อ คือ การปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพ ซึ่งส่งผลต่อการวินิจฉัยและสิ้นเปลืองงบประมาณในการเจาะเลือดตรวจ การปนเปื้อน เชื้อจุลชีพในเลือดที่ส่งตรวจเพาะเชื้อเป็นการตรวจพบเชื้อจุชีพที่ไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อในกระแสโลหิตที่เป็นปัญหาที่พบบ่อย ซึ่งการเพาะเชื้อจากเลือดเป็นการตรวจวินิจฉัยที่ทาบ่อยในผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในกระแสโลหิต ดังเช่น ศูนย์มะเร็งและสถาบันวิจัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยระดับตติยภูมิ มีการเจาะเลือดส่งตรวจเพาะเชื้อ ประมาณ 7,000 ขวดต่อปี ( Ruge,SandinSiegelski,Greene, & Johnson,2002 ) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ(ศอ.3)ในแผนกเด็กป่วยมีการเจาะเลือดตรวจเพาะเชื้อในปีงบประมาณ 2558 จานวน 863 ขวดต่อปี พบมีการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ 19 ราย คิดเป็นร้อยละ2.20 ซึ่งทาให้มีการแปลผลผิดพลาด มีความสับสนต่อผู้รักษา จากการแยกผลเพาะเชื้อจากเลือดว่าเป็นเชื้อก่อโรคหรือเชื้อจากการปนเปื้อน และถ้าเป็นเชื้อปนเปื้อนผลที่ตามมาก็คือ ผู้ป่วยต้องเจาะเลือดเพื่อเพาะเชื้อใหม่ ทาให้ผู้ป่วยเจ็บตัว สิ้นเปลืองทรัพยากรต่างๆ เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาในการปฏิบัติงาน และที่สาคัญทาให้มีผลกระทบต่อการรักษาของแพทย์
ทางแผนกเด็กป่วยและผู้วิจัยจึงได้เห็นความสาคัญเกี่ยวกับขั้นตอนการเจาะเลือดเพื่อส่งเพาะเชื้อ โดยผู้วิจัยมีการเก็บข้อมูลโดยสังเกตขั้นตอนการเจาะเลือดทุกขั้นตอนในแต่ละบุคคลพบว่า ขั้นตอนที่ 5 คือการเช็ดทาความสะอาดบริเวณผิวหนังของผู้ป่วยนั้นปฏิบัติแตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเช็ดทาความสะอาดผิวหนังพบว่าการทาความสะอาดผิวหนังด้วยสารละลายฆ่าเชื้อ( Antiseptic) ก่อนการเจาะเลือดสามารถลดการปนเปื้อนของตัวอย่างเลือดได้ แต่จากการศึกษาพบว่า ชนิดของสารละลายฆ่าเชื้อ( Antiseptic) ไม่ใช้ปัจจัยที่สามารถลดการปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่เป็นวิธีการเช็ดทาความสะอาดและระยะเวลาที่เชื้อสัมผัสกับสารละลายฆ่าเชื้อ( Antiseptic)(ภาควิชาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต1)ซึ่งทางแผนกเด็กป่วยได้เห็นความสาคัญจึงร่วมมือกันปรับปรุงแนวปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อในขั้นตอนที่ 5 คือการเช็ดทาความสะอาดผิวหนังผู้ป่วยก่อนเจาะเลือดให้เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อลดการปนเปื้อนเชื้อจากการเจาะเลือดในอนาคต
5.วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติการเจาะเลือดเพาะเชื้อ ในแผนกเด็กป่วย ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์
6.ขอบเขตการวิจัย ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือเจ้าหน้าที่แผนกเด็กป่วย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 3นครสวรรค์ และเด็กป่วยทุกรายที่แพทย์สั่งเจาะเลือดเพาะเชื้อ ช่วงเดือนตุลาคม 2558 – กันยายน 2560

* อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งหมด กดดาวน์โหลด *

 

วิจัยห้องตรวจ61
วิจัยห้องตรวจ61
%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%8861.pdf
507.8 KiB
85 Downloads
รายละเอียด
avatar

About

ใส่ความเห็น