♥รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการกินยาเม็ดบารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการกินยาเม็ดบารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
งานฝากครรภ์-คลินิกนมแม่
การบ่งชี้ความรู้
การกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดสม่่าเสมอทุกวันของหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์หนึ่งของโภชนาการที่ดีตามแนวทางการขับเคลื่อนมหัศจรรย์ 1000 วันแรกของชีวิตคือ ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่โครงสร้างสมองมีการพัฒนาสูงสุดทั้งการสร้างเซลล์สมองและการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมอง ท่าให้เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้จดจ่า อีกทั้งยังเป็นช่วงการสร้างอวัยวะต่างๆ ส่งผลต่อระบบภูมิต้านทานโรค ระบบเผาผลาญทางด้านอาหารของร่างกายให้สมบูรณ์1 เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ตามเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข ที่ว่า “ประชาชนมีสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน”
จากการเก็บข้อมูลการกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2561 พบว่า

หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดสม่่าเสมอทุกวันต่่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 76.6 และ 44.2 ตามล่าดับ ทีมฝากครรภ์-คลินิกนมแม่ได้ร่วมกันทบทวนสาเหตุพบว่าหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรส่วนใหญ่ลืมกินยาร้อยละ 56.2 และ 40.6 ตามล่าดับ หากหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้กินยาเม็ดบ่ารุงเลือดสม่่าเสมอทุกวันจะเกิดผลกระทบต่อมารดาและลูกได้ เช่น มารดามีภาวะซีด ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย คลอดก่อนก่าหนด ตกเลือดหลังคลอด ส่วนลูกแรกเกิดน้่าหนักตัวน้อย ซีด พิการ หรือเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ได้ ส่วนหญิงที่ให้นมบุตรอาจมีปัญหาขาดธาตุเหล็ก คือ ซีด มีอาการอ่อนเพลียง่าย ซึมเศร้า และปริมาณน้่านมแม่จะลดลง จึงจ่าเป็นต้องส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ระดับบุคคล ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และจัดปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง จากการสอบถามความต้องการสื่อให้ความรู้ของผู้รับบริการ ผู้รับบริการส่วนใหญ่ต้องการสื่อรูปภาพ infographic ข้อความสั้นๆ ร้อยละ 43.4 แผ่นพับความรู้ ร้อยละ 35.8 ภาพพลิก บอร์ด ร้อยละ 9.4 วิดีโอสั้นๆ ร้อยละ 77.4 แนะน่าตัวต่อตัว ร้อยละ 37.7 และให้ความรู้แบบกลุ่ม ร้อยละ 32.1
งานฝากครรภ์-คลินิกนมแม่ เป็นหนึ่งหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัยสร้างคนไทย 4.0 เริ่มตั้งแต่ 1,000 วันแรกของชีวิต และเห็นความส่าคัญของการกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดที่มีผลต่อมารดาและทารก จึงร่วมกันจัดท่ารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรเพื่อออกแบบรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรที่มารับบริการที่ศูนย์อนามัยที่ 3
การสร้างและแสวงหาความรู้
งานฝากครรภ์-คลินิกนมแม่ ได้ร่วมกันทบทวนความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรจากหนังสือคู่มือ บทความวารสาร งานวิจัย วิทยานิพนธ์ เว็บไซด์ต่างๆ และข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการให้บริการการส่งเสริมการกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานและประสบการณ์การกินยาเม็ดบ่ารุงเลือดในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดจากเจ้าหน้าที่และผู้รับบริการที่มารับบริการที่แผนกฝากครรภ์-คลินิกนมแม่ สรุปเนื้อหาได้ดังนี้
หญิงตั้งครรภ์ คือ สตรีที่ก่อก่าเนิดทารกในร่างกายหลังจากปฏิสนธิระหว่างอสุจิกับไข่ กลายเป็นตัวอ่อนเจริญเติบโตเป็นทารกจนกระทั่งออกจากครรภ์9
หญิงให้นมบุตร คือ สตรีที่คลอดทารกและให้ทารกกินน้่านมของตนเอง
ปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายควรได้รับ ผู้หญิงมีโอกาสในการสูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย ทั้งจากการมีประจ่าเดือน เฉลี่ยแล้วต่อเดือนผู้หญิงจะเสียเลือดส่วนนี้ไปประมาณ 50 มิลลิลิตร หรือเท่ากับการสูญเสียธาตุเหล็กไปประมาณ 15-30 มิลลิกรัมต่อเดือน6 ปริมาณธาตุเหล็กที่ต้องสูญเสียไปในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรประมาณ 1,000 มิลลิกรัม7 ส่าหรับผู้หญิงในวัย 15-50 ปี ควรได้รับธาตุเหล็กประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากมีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรรับธาตุเหล็กให้ได้วันละ 10 มิลลิกรัม6 หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรมีความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นจากปกติ 1.5-2 เท่า8 หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจึงได้รับยาธาตุเหล็ก ส่วนหญิงหลังคลอดเสียเลือดจากการคลอดบุตรจึงควรกินยาธาตุเหล็กต่อเนื่องอีก 6 เดือน หากให้นมลูกหรือไม่ได้ให้นมลูกแต่มีปัญหาเสียเลือดเรื้อรังจากประจ่าเดือนมามากผิดปกติก็ควรกินยาธาตุเหล็กต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกให้นมลูกหรือจนกว่าภาวะการเสียเลือดจะได้รับการแก้ไข8
อาการขาดธาตุเหล็ก ได้แก่ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกหมดแรง ลิ้นอักเสบโดยไม่มีการติดเชื้อ ลิ้นบวม ตุ่มบริเวณลิ้นหายไป อาจท่าให้เคี้ยวอาหารล่าบาก พูดไม่ชัดประสิทธิภาพของสมองลดลง เหม่อลอยบ่อยขึ้น ตัวซีด เปลือกตาด้านในซีด ริมฝีปากแห้งแตก ติดเชื้อง่าย มีอาการชาต้องสั่นเขย่าขาตลอดเวลา(Ressless Leg Syndrome)6 ในหญิงตั้งครรภ์จะเกิดผลกระทบต่อมารดาและลูกได้ เช่น มารดามีภาวะซีด ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่าย คลอดก่อนก่าหนด ตกเลือดหลังคลอด ส่วนลูกแรกเกิดน้่าหนักตัวน้อย ซีด พิการ หรือเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ได้ ส่วนหญิงที่ให้นมบุตรอาจมีปัญหาขาดธาตุเหล็ก ซึมเศร้า และปริมาณน้่านมแม่จะลดลง8
การลดความเสี่ยงของปัญหาการขาดธาตุเหล็ก โดยการส่งเสริมให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ได้รับธาตุเหล็กที่เพียงพอจากการบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ตับ เลือด เนื้อสัตว์ เนื้อแดงต่างๆ เครื่องในสัตว์ เป็นต้น และเสริมด้วยวิตามินเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้งในหญิงวัยเจริญพันธุ์ หากหญิงวัยเจริญพันธุ์มีการตั้งครรภ์ในอนาคตจะน่าไปสู่การตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ความเสี่ยงของทารกพิการแต่ก่าเนิดลดลง2 แม่คลอดอย่างปลอดภัยและลูกแข็งแรง และเสริมด้วยวิตามินเสริมธาตุเหล็กทุกวันในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
ทฤษฎีการดูแลตัวเองของโอเร็ม อธิบายไว้ว่า “การดูแลตนเองเป็นการปฏิบัติกิจกรรมที่บุคคลริเริ่มและกระท่าเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองในการด่ารงไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่อันดี” การดูแลตนเองเป็นรูปแบบหนึ่งของการกระท่าอย่างจงใจและมีเป้าหมาย เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการประกอบด้วย 2 ระยะสัมพันธ์คือ ระยะที่1 ระยะของการประเมินและตัดสินใจ บุคคลจะหาความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์?เกิดขึ้นและสะท้อนความคิดความเข้าใจ พิจารณาว่าสถานการณ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ อย่างไร ทางเลือกอะไรบ้าง ผลลัพธ์แต่ละทางเลือกเป็นอย่างไรและตัดสินใจกระท่า ระยะที่2 ระยะของการกระท่าและประเมินผล ระยะนี้จะมีการแสวงหาเป้าหมายของการกระท่า ก่าหนดทางเลือกกิจกรรมที่ต้องกระท่าและเกณฑ์ที่ใช้ติดตามผลของการปฏิบัติ การดูแลตนเองที่จ่าเป็นมี 3 อย่าง คือ 1. การดูแลตนเองที่จ่าเป็นโดยทั่วไป เป็นการดูแลตนเองที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งสุขภาพและสวัสดิภาพของบุคคล 2.การดูแลตนเองตามระยะพัฒนาการ เป็นการดูแลตนเองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ในระยะต่างๆ เช่น การตั้งครรภ์ การคลอด การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยต่างๆของชีวิต และเหตุการณ์ที่เป็นผลเสียหรืออุปสรรคต่อพัฒนาการ เช่น การสูญเสียคู่ชีวิตหรือบิดามารดา 3.การดูแลตนเองที่จ่าเป็นในภาวะเบี่ยงเบนทางด้านสุขภาพ เป็นการดูแลตนเองที่เกิดขึ้นเนื่องจากพิการแต่ก่าเนิด โครงสร้างหน้าที่ของร่างกายผิดปกติ

* อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งหมด กดดาวน์โหลด *

 

รูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเรื่องการกินยาเม็ดบารุงเลือดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
464.1 KiB
105 Downloads
รายละเอียด
avatar

About

ใส่ความเห็น