คลังความรู้ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ | Page 10
♥ แนวทางการดำเนินงานจัดตั้งคลินิกไร้พุง ศูนย์อนามัยที่ 8

manop

นายมานพ ศรีชมภู

จากการสำรวจสุขภาพประชากรไทยครั้งที่ 3 ปี 2547 พบว่าจำนวนประชากรที่อ้วนลงพุงเพิ่มขึ้น   1.3 เท่าของการสำรวจในปี 2540 โดยในปี 2547 ประชากรในประเทศไทยที่อายุมากกว่า 35 ปี    จำนวน 9.3   ล้านคน พบว่ามีเส้นรอบพุงเกินเกณฑ์ที่กำหนดโดยพบว่าผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ร้อยละ 52 และ ร้อยละ 22 ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวกรมอนามัยจึงดำเนินการกำหนดประเด่นยุทธ์สาศตร์ “คนไทยไร้พุงขึ้น” เพื่อแก้ไขปัญหาโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ โดยกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ ดำเนินการด้านองค์กรไร้พุง และดำเนินการจัดตั้งคลินิกไร้พุงในสถานบริการสาธรณสุข โดยคาดหวังว่าจะเป็นคลินิกให้บริการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้านการออกกำลังกายและการบริโภคอาหาร ทั้งกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่มีภาวะเป็นโรค ซึ่งทางศูนย์อนามัยที่ 8 ได้จัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินงานจัดตั้ง คลินิกไร้พุง ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนให้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล ได้นำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบท ตามหน้าที่ความรับผิดชอบในหน่วยตนเอง เพื่อเป็นการขยายเครือข่ายและสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายที่ดูแลสุขภาพประชาชน  คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์แบบมีส่วนร่วม

นางสุพัตรา    โค้วสุวรรณ

การตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูง เป็นการตั้งครรภ์ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือชีวิตของมารดาและทารกในครรภ์  ทั้งระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ ความพิการอย่างรุนแรงของทารก  และอันตรายถึงชีวิตของมารดาได้ภาวะเสี่ยงสูงที่พบบ่อยในการตั้งครรภ์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1) ภาวะเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ (pregnancy – related complication) เช่น อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ ภาวะตกเลือดก่อนคลอด เป็นต้น และ 2) ภาวะเสี่ยงที่เกิดจากโรคที่ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ (condition that complicate pregnancy) เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโลหิตจาง เป็นต้น (สุพัตรา โค้วสุวรรณ 2555)การศึกษาสถานการณ์ภาวะสุขภาพของมารดาและทารกปริกำเนิด พ.ศ. 2549 – 2551 พบว่า อัตราการตายของมารดาต่อ 100,000 การเกิดมีชีพเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 18.1 20.6 และ 23.1 ตามลำดับ สาเหตุการตายของมารดา 3 อันดับแรก ได้แก่ การตกเลือด น้ำคร่ำอุดตันในเส้นเลือด และพิษแห่งครรภ์ และ สาเหตุการตายปริกำเนิด ส่วนใหญ่เกิดจากตายเปื่อยยุ่ย ร้อยละ 40.4 47.4 และ 48.1 ตามลำดับ รองลงมาตายจากความพิการแต่กำเนิด การขาดออกซิเจน และการคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ (2,500 กรัม) ร้อยละ 8.7 9.1 และ 8.2 ตามลำดับ (กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัย 2553) จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูงซึ่งมีแนวโน้มที่จะเผชิญปัญหาดังกล่าว รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เป็นหน่วยงานด้านบริการสาธิตของศูนย์อนามัยที่ 8 ซึ่งมีหน้าที่ในการวิจัย พัฒนา และผลิตนวัตกรรมรูปแบบบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพบุคลากรงานเดย์แคร์

1011343_424294414357198_887820778_n

นางพรรณี    ไพบูลย์

ตามนโยบายส่งเสริมสุขภาพบุคลากรศูนย์อนามัยที่ 8 ในประเด็นการเป็นองค์กรต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพ (3อ.) มีการสนับสนุนให้บุคลากรในหน่วยงานทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตนเอง ให้บรรลุเป้าหมายของศูนย์ฯ คือ เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้องค์กรไร้พุงต้นแบบ และจากการทบทวนผลการตรวจสุขภาพของบุคลากรในหน่วยงานเดย์แคร์ เมื่อปี 2556 พบว่า บุคลากรส่วนใหญ่มีรอบเอวเกินมาตรฐานจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 84.62 และมีน้ำหนักมากเกินเกณฑ์ จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 69.24 น้ำหนักตัวปกติ จำนวน 3 คนคิดเป็นร้อยละ 23.07และน้ำหนักตัวต่ำจำนวน 1 คนคิดเป็นร้อยละ 7.69 และเมื่อประเมินดัชนีมวลกายในบุคลากรที่มีน้ำหนักตัวต่ำและมากเกินเกณฑ์(ค่าBMI)จำนวน 10 คน พบว่า อ้วน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00 อ้วนรุนแรง จำนวน 2 คนคิดเป็นร้อยละ 20.00 ผอมและน้ำหนักเกิน จำนวน 1 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 10.00 นอกจากนี้ ยังพบว่าส่วนใหญ่มีมวลไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนัง มากเกินเกณฑ์จำนวน 11 คนคิดร้อยละ 84.62 ต่ำและปกติ จำนวน 1 คนเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 7.69 จะเห็นว่าบุคลากรในงานเดย์แคร์ส่วนใหญ่มีปัญหาสุขภาพเรื่องรอบเอวเกินมาตรฐาน และ มีมวลไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนัง มากเกินเกณฑ์ ร้อยละ 84.62 เท่ากัน รองลงมาคือเรื่องน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ร้อยละ 69.24 คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ประสิทธิผลของการเตรียมความพร้อมก่อนบล็อกหลังเพื่อรับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยใช้ภาพพลิก

นางวารุณี พู่พิสุทธิ์

จากสถิติการคลอดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์  ปี 2553 และปี 2554 มีผู้รับบริการที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องได้รับการระงับความรู้สึกทางช่องน้ำไขสันหลัง (บล็อกหลัง) ร้อยละ 98 , 99 ตามลำดับ ตามมาตรฐานราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย ฉบับที่ 5/2555 กำหนดให้การเยี่ยมหญิงตั้งครรภ์ก่อนผ่าตัดเพื่อให้ความรู้ และเตรียมความพร้อมร่างกายและจิตใจของผู้รับบริการให้พร้อม ให้ยาระงับความรู้สึกเป็นบทบาทหนึ่งของวิสัญญีพยาบาล เพื่อทำให้หญิงตั้งครรภ์ลดความวิตกกังวล และสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องทั้งก่อน ขณะ และหลังผ่าตัด  ซึ่งงานวิสัญญีแต่ละโรงพยาบาลจะมีวิธีการเยี่ยมเพื่อให้ความรู้ที่แตกต่างกัน ปัจจุบันงานวิสัญญี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ มีวิธีการให้ความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดการบล็อกหลังด้วยวิธีการสอน ร่วมกับแจกแผ่นพับ จากการสังเกตพบว่า หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เมื่อมาถึงห้องผ่าตัด ยังมีความกลัวต่อการผ่าตัด วิตกกังวลในความปลอดภัย ทั้งต่อตนเองและบุตร แม้ในรายที่เคยรับการผ่าตัดมาแล้วก็ตาม ต้องมีการให้ความรู้ซ้ำ และ ปี2556 พบว่า อัตราการให้ความรู้เรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนบล็อกหลังซ้ำ เดือน มกราคม – มีนาคม 2556 จำนวน 42 ราย จากหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด 59 ราย คิดเป็นร้อยละ 71.1 ผู้วิจัยในฐานะวิสัญญีพยาบาล จึงสนใจศึกษาประสิทธิผลของการเตรียมความพร้อมก่อนบล็อกหลังหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยใช้ภาพพลิก คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ลดและคงสภาพเส้นรอบเอวของบุคลากรกลุ่มการพยาบาล ตามมาตรฐานองค์กรไร้พุง

1385658_513388192091570_1045244616_n

นางสิรินันท    ธิติทรัพย์

เนื่องจากนโยบายการส่งเสริมสุขภาพบุคลากร ของศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ ในปี 2557   เน้นการลดรอบเอวให้ได้ตามมาตรฐานองค์กรไร้พุง คือ เส้นรอบเอว ชาย ไม่เกิน 90 เซนติเมตร และหญิงไม่เกิน 80 เซนติเมตร ซึ่งจากการเปรียบเทียบผลการตรวจสุขภาพบุคลากร กลุ่มการพยาบาล ปี 2555 และ ปี 2556 พบว่าบุคลากรกลุ่มการพยาบาล มีรอบเอวเกินมาตรฐานองค์กรไร้พุง คิดเป็นร้อยละ 11.3 และ 33.3 ตามลำดับ จึงได้มีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพบุคลากร เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพ กาย-ใจ เพื่อให้สวยสมวัย ด้วย 3 อ.ในปี 2556 พบว่า ผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายคือ บุคลากรกลุ่ม A เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.3 เป็นร้อยละ 55.6 บุคลากรกลุ่ม B ลดลงจากร้อยละ 44.4 เป็นร้อยละ 33.3 และ กลุ่ม C จากร้อยละ 22.2 เป็นร้อยละ 11.1 แต่มีกลุ่มเสี่ยงเรื่องเอวเกินเพิ่มมากขึ้น กลุ่มการพยาบาล จึงเห็นความสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียน ทั้งก่อนดำเนินการ และระหว่างดำเนินการ เพื่อนำสู่การนำแนวทางการลดและคงสภาพเส้นรอบเอว ไปปฏิบัติ และประเมินผลการดำเนินการดังกล่าวดังนั้น ในปี 2557 กลุ่มการพยาบาล จึงจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง การลดและการคงสภาพรอบเอว ตามมาตรฐานองค์กรไร้พุง ขึ้นเพื่อสนองนโยบายการส่งเสริมสุขภาพบุคลากรของศูนย์อนามัยที่ 8 ต่อไป คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ขั้นตอนวิธีการดำเนินงานการส่งเอกสารเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

10350632_690210197692097_959348765000589996_n

นางจุฑารัตน์   ฤทธิ์ฉ่ำ

เนื่องด้วยมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลปี 2553   ในส่วนของการรับเงินมัดจำค่ารักษาพยาบาลได้มีการยกเลิกการรับเงินมัดจำค่ารักษาพยาบาล ประกอบรับระบบการเรียกเก็บเงินจากสำนักงาน สกส ได้มีการกำหนดวันส่งข้อมูลเพื่อเรียกเก็บเงิน ถ้าส่งข้อมูลไม่เกิน 30 วัน หลังจากการจำหน่ายคนไข้ ทางศูนย์ฯ จะได้รับเงินตามรหัสการวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) เต็มจำนวน หากเกินกำหนดเวลาทางศูนย์ฯ จะได้รับเงินไม่เต็มจำนวนตามเงื่อนไขของ สำนักงาน สกส จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนขั้นตอนวิธีการดำเนินการส่งเอกสารเพื่อกำหนดรหัสวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ให้เกิดความรวดเร็ว ทันเวลา ในการดำเนินการส่งข้อมูลการเรียกเก็บเงินผ่าน สำนักงาน สกส  คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวทางการสื่อสารกับผู้รับบริการเรื่องการใส่กางเกงตรวจภายในที่ถูกต้อง

นางสุมิตรา ดีวัน

สตรีที่มารับบริการในคลินิกนรีเวชกรรมของงานวัยทำงานส่วนมากจำเป็นต้องได้รับการตรวจภายใน   ซึ่งต้องการความมิดชิดและความเป็นส่วนตัวสูง งานวัยทำงานจึงได้จัดทำกางเกงตรวจภายในซึ่งได้พัฒนาแบบมาจากนวัตกรรมของ รพ.อื่นๆที่ได้ทดลองใช้มาแล้วได้แก่รพ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และรพ.ปัว จ.น่าน แต่จากการสังเกตผู้รับบริการที่ใช้กางเกงตรวจภายในที่ผลิตขึ้นมานั้น ส่วนใหญ่ใส่ไม่ถูกต้อง ทำให้สตรีที่มารับบริการเกิดความคับข้องใจ อาย เสียเวลากับการสวมกางเกงผิด และมีผลกระทบกับการให้บริการแต่ละคนที่ใช้เวลานานขึ้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ประจำห้องตรวจภายในแต่ละคนก็มีวิธีการสื่อสารกับผู้รับบริการเรื่องการใส่กางเกงตรวจภายในแตกต่างกันไปดังนั้นวิธีการสื่อสารที่ดีมีประสิทธิผลและเหมาะสมกับจำนวนเจ้าหน้าที่รวมทั้งเหมาะสมกับจำนวนผู้รับบริการในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การพัฒนาแนวทางการตรวจภายในครั้งแรกของหญิงตั้งครรภ์

376434_321387787947898_2133662305_n

นางสาวจริยา บุญอนันต์

ในระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์คุณภาพนั้น  กิจกรรมการตรวจภายในในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 26 สัปดาห์และไม่มีภาวะแทรกซ้อนนับว่าเป็นกิจกรรมที่จำเป็นเนื่องจากเป็นการคัดกรองภาวะการติดเชื้อในช่องคลอดก่อนที่จะเริ่มมีอาการ ( Asymptomatic vaginal infection. ) ซึ่งถ้าตรวจพบว่ามีการติดเชื้อก็จะทำการรักษาซึ่งจะมีผลทำให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ลดลงได้ แต่จากการนำระบบฝากครรภ์คุณภาพมาใช้ในศูนย์อนามัยที่ 8 พบว่าหญิงตั้งครรภ์บางคนได้ถูกละเลยในการตรวจภายในเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เห็นความสำคัญ และไม่ปฏิบัติตามแนวทางการส่งตรวจภายในที่มีอยู่ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ได้ทางแผนกฝากครรภ์จึงได้นำประเด็นดังกล่าวมาดำเนินการจัดการความรู้เพื่อมุ่งหวังจะให้การดำเนินการเป็นระบบต่อไปในอนาคต คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ พัฒนารูปแบบการส่งเสริมการไม่สูบบุหรี่ในบ้านในผู้ป่วยเด็ก

sumonrat

นางสุมนรัตน์     สุวราช 

บ้านเป็นที่ที่เด็กได้รับควันบุหรี่มือสองมากที่สุด ในควันบุหรี่มือสองมีสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิดเป็นสารพิษมากกว่า250 ชนิด และเป็นสารก่อมะเร็งมากกว่า 50 ชนิด ซึ่งจะทำอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งของผู้สูบเองและผู้ใกล้ชิดที่จัดเป็นควันบุหรี่มือสอง ปัจจุบันมีเด็กเกือบ 700 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรเด็กทั่วโลกหายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่ที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในบ้าน (ข้อมุลจาก WHO) ในประเทศไทยมีจำนวนครัวเรือนที่มีผู้สูบบุหรี่ 7.3 ล้านครัวเรือน (จาก18.2ล้านครัวเรือน) คนไทยมีโอกาสได้รับควันบุหรี่ในบ้าน เท่ากับ 15.8 ล้านคน(จาก 65.1ล้านคน)คิดเป็นหนึ่งในสี่ของประชากรไทย ในจำนวนนี้มีเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ที่ได้รับควันบุหรี่เท่ากับ2.28 ล้านคน( สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2549 ) ในบ้านหรือที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท การสูบบุหรี่ทุกๆ 20 มวน จะทำให้เด็กต้องหายใจเอาควันบุหรี่เข้าไปในปริมาณเท่ากับการสูบบุหรี่เอง 1 มวน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กสารพิษจากควันบุหรี่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคติเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบและปอดบวมสูงกว่าเด็กทั่วไป และมีอัตราการเกิดโรคหืดเพิ่มขึ้น เกิดการติดเชื้อของหูส่วนกลาง และผลในระยะยาว เด็กที่ได้รับควันบุหรี่ พัฒนาการของปอดจะน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ และการสูบบุหรี่ในบ้านยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กๆกลายเป็นผู้สูบบุหรี่จัดในอนาคตด้วย จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีโดยการสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายจากการได้รับควันบุหรี่มือสองพบว่า ในกลุ่มผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ ร้อยละ 82 สูบในบ้าน และผู้ปกครองไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่รู้ว่า โรคต่างๆในเด็กเกี่ยวข้องกับการได้รับควันบุหรี่มือสอง และข้อมูลการรับบริการของแผนกตรวจโรคเด็ก พบว่าอัตราเด็กป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจคิดเป็นร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเด็กทั้งหมด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กได้มีความรู้และตระหนักถึงพิษภัยของควันบุหรี่เพื่อทำให้ทุกครอบครัวเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ เป็นการส่งเสริมสุขภาพของทั้งเด็กและบุคคลในครอบครัว คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การให้ข้อมูลสุขภาพของทารกวิกฤตแก่มารดาเชิงรุกในงานผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด

นางสาวรุ่งฤดี ลิขิตพงศ์ธร

เมื่อทารกแรกเกิดมีภาวะเจ็บป่วย ต้องแยกจากมารดามารับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ในงานผู้ป่วยหนัก ทำให้มารดามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอาการและแนวทางการดูแลบุตร พยาบาลวิชาชีพจึงต้องให้ข้อมูลและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพที่ ครอบคลุมปัญหา ความต้องการ และเสริมพลังอำนาจแก่มารดาและครอบครัวให้สามารถปรับตัวกับความเจ็บป่วยที่วิกฤตของทารกได้

งานผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด จึงพัฒนาแนวทางการปฏิบัติการให้ข้อมูลสุขภาพในทารกที่มีภาวะวิกฤตแก่มารดา เพื่อให้มารดาได้ข้อมูลสุขภาพที่รวดเร็ว ลดความวิตกกังวล และเพิ่มความพึงพอใจ ต่อระบบการให้ข้อมูลของงานผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดยิ่งขึ้น

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

Page 10 of 14