คลังความรู้ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ | Page 13
♥ 7 ส K:\ LAN เจ็ด สอ เค แลน

10334254_536252666479951_7087638570235643958_n

นายนิรุติ   โพธิ์ทัย

ในปีงบประมาณ 2555 กลุ่มบริหารยุทธศาสตร์และการวิจัยได้จัดทำการพัฒนาการบริหารกล่องเก็บข้อมูลงานในระบบเครือข่าย (Drive K:) เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานระหว่างหน่วยงาน ภายในองค์กร ซึ่งการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาได้ผลดีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ในปัจจุบันพบว่าการใช้ข้อมูลงานในระบบเครือข่าย (Drive K:) เริ่มมีปัญหาการใช้พื้นที่สื่อสารในระบบเครือข่าย และการเข้าถึงข้อมูล ไม่เป็นระบบ ระเบียบ ข้อมูลมีจำนวนมากเกินความจำเป็น มีข้อมูลที่เป็นขยะมากทำให้พื้นที่การสื่อสาร

  1. ข้อมูลเกี่ยวกับ ความจุของ K: พื้นที่ทั้งหมด 320 GB ปัจจุบัน คงเหลือ 811 MB
  2. ความจุของข้อมูลที่ ICT อนุญาตให้ใช้ในแต่ละงาน และข้อมูลที่แต่ละงานใช้ไป (User บุคคล คนๆ 2 GB แต่ถ้า User หน่วยงานๆ ละ 10 GB)
  3. ปัญหาที่เกิดในปัจจุบัน ของ Drive K: มี File มากเกินความจำเป็น คือใช้ประโยชน์แล้วไม่มีการลบทิ้ง
  4. file ที่เป็นขยะ มีมาก เกิดผลเสียคือเพิ่มพื้นที่ใช้งานที่ไม่จำเป็นของ Drive K:

จากปัญหาดังกล่าวกลุ่มบริหารยุทธศาสตร์และการวิจัย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายภายใน จึงนำผลงานการพัฒนาการบริหารกล่องเก็บข้อมูลงานในระบบเครือข่าย ( Drive K: ) ที่ดำเนินการในปี 2555 มาพัฒนาต่อยอด โดย นำหลักการของ 7 ส ของกรมอนามัยมาเป็นแนวคิดในการพัฒนาเพื่อให้เกิดพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน  คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ สวนสวยเพื่อสุขภาพ ชุมชนศูนย์อนามัยที่ 8

10320526_527053607399857_4776034704646621542_n

นายชัชวาล โพธิ์ทัย

เนื่องด้วยสวนขวัญวันเสด็จแต่ก่อนเป็นสวนสุขภาพที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆของศูนย์แต่เนื่องด้วยศูนย์มีการก่อสร้างตึกพิเศษสำหรับผู้ป่วยขึ้นบริเวณ สวนขวัญวันเสด็จ จึงทำให้สภาพของสวนขวัญถูกปล่อยทิ้งไม่สามารถใช้ทำกิจกรรมได้ ดังนั้นงานสนามจึงได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่สวนขวัญวันเสด็จเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับชุมชนชาวศูนย์ใช้ทำกิจกรรม เช่น เป็นลานออกกำลังกาย เป็นสวนสุขภาพครอบครัว เป็นลานกิจกรรมสังสรรค์ต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้การพัฒนาสวนขวัญวันเสด็จนั้นเป็นการพัฒนาต่อยอดจากการดำเนินงาน KM สวนสวยด้วย 3 ด. ที่มีวัตถุประสงค์พัฒนาสวนสวยให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของศูนย์อนามัยที่ 8 คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การพัฒนารูปแบบการประเมินระบบพัฒนาคุณภาพบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (EHA)

ดร.รำไพ เกียรติอดิศร

จากสถานการณ์ในปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่มีพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.การกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 โดยมุ่งคุ้มครองสิทธิประชาชนเป็นศูนย์กลาง กรมอนามัยจึงเป็นพี่เลี้ยง ในการนำเครื่องมือบริหารจัดการคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Accreditation : EHA) ไปใช้ตรวจดูขบวนการดำเนินงานของท้องถิ่น ตลอดจนสามารถยกระดับผ่านการรับรองคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม   โดยทางศูนย์อนามัยที่ 8 ได้จัดทำโครงการพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    เขตบริการสุขภาพที่ 3 ปี 2557 เพื่อส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้าใจหน้าที่และบทบาทตนเอง รวมทั้งสามารถปฏิบัติดำเนินด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในการดำเนินงาน พบว่า เครื่องมือฯ (EHA) ในรูปแบบการประเมินฯ ทั้งหมด 9 ระบบ มีปริมาณเอกสารปริมาณมากและทำให้ไม่สะดวกในการใช้งาน ซึ่งส่งผลต่อการขอรับการประเมินรับรองคุณภาพ

ดังนั้น ศูนย์ ฯ จึงมีแนวคิดปรับเครื่องมือบริหารจัดการคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Accreditation : EHA) ที่ใช้ในรูปแบบการประเมินฯจำเป็นต้องมีความสะดวกต่อการปฏิบัติงาน, ช่วยงานให้เป็นระบบ, ไม่เพิ่มภาระงานในการบันทึกรายงาน พร้อมผลักดัน อปท. ในการพัฒนาท้องถิ่นปฏิบัติการให้บริการเป็นไปตามมาตราฐานเดียวกันให้ระบบบริการเกิดความยั่งยืน

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ความรู้ของผู้ดูแลระบบประปามีผลต่อการดูแลบำรุงรักษาระบบประปา ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร

pipreak

นางฉันท์พิชชญา สุวรรณเกสร์

เหตุผลที่มาของการเลือกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง ความรู้ของผู้ดูแลระบบประปามีผลต่อการดูแลบำรุงรักษาระบบประปา ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร

1. คณะกรรมการประปามีการเปลี่ยนแปลงและไม่ได้รับการอบรม ทำให้ขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแลระบบประปา

2. ผู้ดูแลระบบประปาคนเดิมไม่มีการอบรมฟื้นฟู ทำให้ขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแลระบบประปา

3. การบริหารกิจการระบบประปาไม่ได้กำไรเท่าที่ควรจึงทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลระบบประปาลดลง

4. ความรู้ความเข้าใจของผู้ดูแลระบบประปาและของประชาชนในเรื่องประโยชน์ของสารเคมีที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพ ( เช่น สารส้ม , ปูนขาว , คลอรีน )

5. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบโครงสร้างของระบบประปา

6. ผู้ดูแลระบบประปามีความรู้ความเข้าใจแต่ขาดการตระหนักในการดูแลระบบประปา

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติตนตามหลักการสุขาภิบาลอาหารของผู้ประกอบการจำหน่ายอาหาร เขตเทศบาลนครนครสวรรค์

นางสาวเสาวนีย์ สาบุตร

ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมอาหารจากร้านที่มีรสชาติอร่อย โดยทำให้มีโอกาสเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ เนื่องจากมีสิ่งที่เข้าสู่ร่างกายทางปากพร้อมน้ำและอาหาร  ได้แก่สารเคมี  โลหะหนัก พยาธิต่างๆ ไวรัส  เชื้อรา  แบคทีเรีย และสิ่งสกปรกอื่นๆ อันอาจจะเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้  จากการนิเทศติดตามของศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์ เกี่ยวกับการดำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร และการตรวจประเมินร้านอาหาร/แผงลอยจำหน่ายอาหารมาตรฐานปีงบประมาณ 2556 ที่ผ่านมา พบว่าในพื้นที่เขตบริการสาธารณสุข มีจำนวนร้านอาหารจำนวน 1,719 ร้าน ผ่านการรับรองมาตรฐาน CFGT ร้อยละ 75.04 มีแผงลอยจำหน่ายอาหารจำนวน 5,784 แผง ผ่านการรับรองมาตรฐาน CFGT ร้อยละ78.99 และพบว่าผู้ประกอบการบางราย ไม่ปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาล ขาดความรู้ ความเข้าใจในหลักสุขาภิบาลอาหาร ขาดความร่วมมือในการปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล เช่น ไม่ใส่ผ้าคลุมกันเปื้อน ไม่สวมหมวกคลุมผม ไว้เล็บยาว และมีการล้างภาชนะกับพื้นและเนื่องจากในอนาคตจังหวัดนครสวรรค์จะเป็นศูนย์กลางคมนาคม โดยมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้ตัวเมืองมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในปี 2558 จะมีการเปิดประตูเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ส่งผลให้จังหวัดมีการตื่นตัวและมีการรองรับเพื่อเตรียมความพร้อมดังกล่าว จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของจังหวัดนครสวรรค์มีร้านอาหาร 872 ร้านผ่านCFGT ร้อยละ 71.79 มีแผงลอยจำหน่ายอาหาร 2,141 แผง รวมถึงเทศบาลนครสวรรค์ที่เห็นความสำคัญดังกล่าว และได้มีแผนการพัฒนาร้านอาหาร/แผงลอยจำหน่ายอาหารให้ผ่านหลักสุขาภิบาลเพื่อคุ้มครองประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ ให้ได้บริโภคอาหารที่สะอาดและปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ ฯ จึงมีความสนใจศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตนตามหลักการสุขาภิบาลอาหารของผู้ประกอบการจำหน่ายอาหาร เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ เพื่อทราบว่ามีปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการปฏิบัติตามหลักการสุขาภิบาลอาหารของผู้ประกอบการจำหน่ายอาหาร จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งจะสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานสุขาภิบาลอาหาร    คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ผลการดำเนินงานพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 3

นางสาวนัยนา   สำเภาเงิน

จากรายงานสถานการณ์ในเขตพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 3 ปี 2556  พบว่า จำนวนผู้สูงอายุมีมากถึงร้อยละ 15.22 และจากการประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน  พบว่า ผู้สูงอายุในเขตเป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ต้องได้รับการดูแลจากผู้อื่น(ติดเตียง)  จำนวน 6,711 คน คิดเป็นร้อยละ 1.9 กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อย(ติดบ้าน) จำนวน 34,241 คน คิดเป็นร้อยละ 10.2 ซึ่ง 2 กลุ่มนี้ต้องเฝ้าระวังและได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ส่วนในกลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองได้ดี ทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตนเอง แต่ก็ต้องมีมาตรการส่งเสริมและป้องกันมีจำนวน 295,933 คน คิดเป็นร้อยละ 87.8 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ดำเนินการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในเขตครอบคลุมทุกมิติ ภายใต้โครงการและการพัฒนารูปแบบ/มาตรฐานของกรมต่าง ๆ ซึ่งในพื้นที่แต่ละจังหวัดในเขต ได้มีรูปแบบและแนวทางการดำเนินงานที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขและภาคส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุข จากเหตุผลดังกล่าว ศูนย์อนามัยที่ 8 ร่วมกับศูนย์วิชาการ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในเขตพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพที่ 3 จึงได้จัดทำโครงการ พัฒนารูปแบบและแนวทางการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพ ที่ 3 ขึ้น ในปี2556-2557 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบและแนวทางการดำเนินงานดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในพื้นที่เครือข่ายบริการสุขภาพ ที่ 3 และจัดเวทีให้ภาคีเครือข่ายในพื้นที่มีผลงานเด่นด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ นำเสนอสิ่งดี ๆ ด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ พร้อมให้จังหวัดคัดเลือกพื้นที่ๆเข้าร่วมการพัฒนาจังหวัดละ 2 พื้นที่รวม 10 พื้นที่ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งในโครงการมิกิจกรรมนำเสนอผลการดำเนินงานพัฒนารูปแบบและแนวทางการดำเนินงานดูแล คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การศึกษาผลการใช้แนวทางการตรวจภายในครั้งแรกในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะเสี่ยง ในบริบทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 ปีงบประมาณ 2557

376434_321387787947898_2133662305_n

นางสาวจริยา     บุญอนันต์

ในปี 2555 งานฝากครรภ์ ศูนย์อนามัยที่ 8 ได้จัดทำแนวทางการตรวจภายในครั้งแรกของหญิงตั้งครรภ์ขึ้นซึ่งในระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์คุณภาพนั้น กิจกรรมการตรวจภายในในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 26 สัปดาห์และไม่มีภาวะแทรกซ้อนนับว่าเป็นกิจกรรมที่จำเป็นเนื่องจากเป็นการคัดกรองภาวการณ์ติดเชื้อในช่องคลอดก่อนที่จะเริ่มมีอาการ (Asymptomatic vaginal infection. ) โดยถ้าตรวจพบว่ามีการติดเชื้อก็จะทำการรักษาจะมีผลทำให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ลดลง ทางแผนกฝากครรภ์ได้นำแนวทางการตรวจภายในครั้งแรกของหญิงตั้งครรภ์มาใช้ในศูนย์อนามัยที่ 8 พบว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ได้รับการตรวจภายในครั้งแรก คิดเป็น 69.7 % และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวทางการตรวจภายในครั้งแรกมีระดับความพึงพอใจต่อแนวทางการตรวจภายในคิดเป็น 82 %

จากการดำเนินการระบบฝากครรภ์คุณภาพในเขตตรวจราชการที่ 3 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร พิจิตรและจังหวัดชัยนาทนั้น การดำเนินการในเรื่องของการตรวจภายในยังไม่เป็นระบบและไม่มีแนวทางที่ชัดเจนดังนั้นงานฝากครรภ์ศูนย์อนามัยที่ 8 จึงเห็นความสำคัญที่จะนำแนวทางการการตรวจภายในครั้งแรกของหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนมาดำเนินการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ปัญหา อุปสรรคในแผนกฝากครรภ์ของจังหวัดกำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยนาท และจังหวัดพิจิตร ( ตามความสมัครใจ ) เพื่อจะได้พัฒนางานของเขตบริการสุขภาพที่ 3 ให้มีคุณภาพต่อไป

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ศึกษาเปรียบเทียบภาวะสุขภาพกาย ใจ ผู้สูงอายุด้วยกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมสุขภาพ แบบแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก

untitled

นายศิวพล     สุวรรณบัณฑิต

สังคมไทย ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ หมายความว่าประชากรที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีจำนวนและสัดส่วนมากขึ้น ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ให้คำนิยามว่า ประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นสัดส่วนร้อยละ 10 หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 7 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์  ปี 2556 มีผู้สูงอายุมารับบริการคลินิกแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จำนวน 403 ราย หน่วยงานได้สุ่มประเมินปัญหาสุขภาพด้วยแบบวัดคุณภาพชีวิต SF – 36 กับผู้สูงอายุจำนวน 66 ราย เป็นเพศชาย 34 ราย เพศหญิง 32 ราย พบว่าผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว 56 รายคิดเป็นร้อยละ 84.8 บางรายมีมากกว่าหนึ่งโรคและโรคที่พบได้แก่ ความดันโลหิตสูงร้อยละ 64.3 ข้อเสื่อมร้อยละ 54.5 กล้ามเนื้ออักเสบร้อยละ 45.5 เบาหวานร้อยละ 25.0 และโรคอื่นๆเช่น ไขมันในเลือดสูง หัวใจ ริดสีดวงทวาร ร้อยละ 50.0 , 10.7 , 3.6 ตามลำดับ และจากการประเมินคุณภาพชีวิตทางกายและใจ โดยใช้แบบประเมินคุณภาพชีวิต SF – 36 พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 69.70 มีปัญหาทางสุขภาพกายที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และร้อยละ 51.2 มีปัญหาทางอารมณ์ที่มีผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวันและร้อยละ 48.5 มีปัญหาทางสุขภาพกายและทางอารมณ์มีผลกระทบต่อการทำกิจกรรมทางสังคม แบ่งเป็นมีกระทบการทำกิจกรรมทางสังคมบางครั้งร้อยละ 30.3 และมีผลกระทบการทำกิจกรรมทางสังคมเกือบตลอดเวลาร้อยละ 18.2 คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ คู่มือการจัดชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการผ่าตัดของงานจ่ายกลาง

manussanun

นางสาวมนัสนันท์ ลิ้มเจริญ

อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิดต้องผ่านกระบวนการล้างทำความสะอาดและจัดชุดเครื่องมือฯ ที่หน่วยงานจ่ายกลาง แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมา เครื่องมือทางการแพทย์ของห้องผ่าตัด เจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดจะทำความสะอาดและจัดชุดเครื่องมือเอง เนื่องจากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมากและหลากหลายชนิด ซึ่งกระบวนการดำเนินงานดังกล่าวไม่เป็นไปตามมาตรฐานของงานจ่ายกลาง ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงปรับระบบการดูแลเครื่องมือทางการแพทย์ของห้องผ่าตัดให้ได้ตามมาตรฐาน โดยให้ห้องผ่าตัดส่งเครื่องมือทางการแพทย์ทุกชนิดทำความสะอาดและจัดชุดเครื่องมือโดยหน่วยงานจ่ายกลางหลังจากห้องผ่าตัดมีการส่งเครื่องมือมาให้งานจ่ายกลางทำความสะอาด และจัดชุดเครื่องมือ ทางหน่วยจ่ายกลางพบปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ในงานจ่ายกลางจัดชุดเครื่องมือของห้องผ่าตัดผิดพลาดจำนวน 10 ครั้งภายใน 3 เดือน เนื่องจากเจ้าหน้าที่งานจ่ายกลางยังไม่รู้จักชื่อและชนิดเครื่องมือ จึงทำให้เกิดความผิดพลาดในการจัดชุดเครื่องมือขึ้น จากปัญหาดังกล่าว งานจ่ายกลางจึงเห็นความสำคัญในความต้องการลดความผิดพลาดดังกล่าว จึงให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยจ่ายกลางทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชื่อและชนิดเครื่องมือของห้องผ่าตัดให้ถูกต้อง คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การพัฒนาประสิทธิภาพการวัดปริมาณเลือดโดยถุงรองเลือดในผู้คลอดทางช่องคลอด

นางนาตยา พิรุณโปรย

การตกเลือดหลังคลอด หมายถึงการเสียเลือดผ่านทางช่องคลอด ภายหลังทารกคลอดมีปริมาณตั้งแต่ 500 มิลลิลิตรขึ้นไป เป็นภาวะแทรกซ้อนในทางสูติศาสตร์ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญสาเหตุหนึ่งของมารดาหลังคลอด การป้องกันมิให้เกิดการตกเลือดหลังคลอด จะมีผลดีต่อผู้รับบริการมากกว่าการแก้ไข ดังนั้นการประเมินอาการที่ถูกต้อง รวดเร็ว และให้การช่วยเหลือที่เหมาะสม จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและระดับความรุนแรงของการตกเลือดหลังคลอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินการเปลี่ยนแปลงอาการ และปริมาณเลือดที่เสียไปในระหว่างการคลอด และหลังคลอด เพราะการประเมินที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่การดำเนินการช่วยเหลือที่ถูกต้องเหมาะสม ในขณะเดียวกันการมีเครื่องมือในการประเมินที่ดีมีประสิทธิภาพจะส่งผลให้การประเมินนั้นถูกต้องไปด้วย บางสถานพยาบาลประเมินจากการคาดคะเนปริมาณเลือดที่มีอยู่ในภาชนะรองรับเลือด ผ้าซับเลือดหรือประเมินด้วยสายตา ซึ่งค่าที่ได้ขึ้นอยู่กับความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้ประเมิน อาจมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริง การประเมินที่ถูกต้อง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถค้นหาความผิดปกติเบื้องต้นที่จะนำไปใช้สำหรับวางแผนการเฝ้าระวัง เพื่อลดอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนการตกเลือดหลังคลอด และความสูญเสียที่จะเกิดตามมา

งานห้องคลอดจึงจัดทำเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินที่มีประสิทธิภาพ ของการประเมินปริมาณเลือดขณะคลอดโดยใช้ถุงรองรับเลือด กับผู้คลอดที่มารับบริการคลอด จากการศึกษาประสิทธิผลของถุงรองรับเลือดขณะคลอด ทำให้สามารถคัดกรองผู้รับบริการคลอดที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดได้มากขึ้น โดยพบว่าในปี 2553 เริ่มมีการใช้ถุงรองรับเลือด พบอัตราการตกเลือดหลังคลอด 4.05 ซึ่งเดิมก่อนที่จะมีการใช้ถุงรองรับเลือด ปี 2550-2552 พบอัตราการตกเลือดหลังคลอด ร้อยละ 1.3, 2.6 และ 3.5 ตามลำดับ งานห้องคลอดจึงมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการใช้ถุงรองรับเลือด เพื่อลดและขจัดปัญหาที่พบ โดยทำจากวัสดุที่ใช้เป็นถุงย่อยสลายง่ายเป็นสามเหลี่ยมเพื่อลดต้นทุนการผลิตและการทำลายขยะ และทำสเกลวัดปริมาณเลือดติดที่ถุงเพื่อความสะดวกในการตวงวัดปริมาณเลือด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสสารคัดหลั่ง และที่สำคัญคือสามารถประเมินปริมาณการเสียเลือดของผู้รับบริการคลอดได้ทันที ทำให้สามารถให้การช่วยเหลือผู้รับบริการคลอดได้อย่างเหมาะสม คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

Page 13 of 14