คลังความรู้ศูนย์อนามัยที่ 3 นครสวรรค์ | Page 14
♥ โครงการการพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาง โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ นครสวรรค์

นางสาวปราณี สุวัฒนพิเศษ

ภาวะโลหิตจางเป็นภาวะผิดปกติที่พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพของมารดาและทารก การดำเนินงานที่ผ่านมาของศูนย์อนามัยที่ 8 ยังไม่มีรูปแบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางที่ชัดเจน ไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ยังคงพบภาวะโลหิตจางอยู่เมื่อเจาะเลือดซ้ำในครั้งที่ 2  (ปี 2552 – 2554 พบร้อยละ 10.4, 15.5 และ 12.9 ตามลำดับ) จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าความสำคัญในการดูแลผู้รับบริการในกลุ่มนี้ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องการรักษาทางยาอย่างเดียวเท่านั้น ความรู้/ความเข้าใจและการปฎิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้รับบริการก็มีความสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะในเรื่องของการรับประทานยาให้มีประสิทธิภาพ การรับประทานอาหารที่เพิ่มธาตุเหล็ก ดังนั้นจะเห็นว่าบทบาทสำคัญของการดูแลจะไม่ใช่เฉพาะแค่แพทย์และพยาบาล แต่ยังรวมถึงเภสัชกร และโภชนากร ในการที่จะวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการดูแลร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาศูนย์อนามัยที่ 8 นั้น ยังไม่เคยมีการพูดคุยหรือวางแผนร่วมกันในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางของทีมสหสาขาวิชาชีพ ไม่มีการส่งต่อหรือประสานงานกันระหว่างหน่วยงานเพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับการดูแลที่ครอบคลุมในทุกด้าน จากสาเหตุดังกล่าวน่าจะส่งผลให้ปัญหาภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์จากการเจาะเลือดครั้งที่ 2 ของศูนย์อนามัยที่ 8 ยังคงสูงอยู่ และถ้าไม่ได้รับการพัฒนา แก้ไข ปัญหาตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่เป็นผลกระทบจากการมีภาวะซีดของหญิงตั้งครรภ์ เช่น  การติดเชื้อ การคลอดก่อนกำหนด การคลอดทารกน้ำหนักน้อย เป็นต้น ก็จะยังคงเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขต่อไปดังนั้น เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไข และพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ในการส่งผลต่อสุขภาพที่ดีของมารดาและทารก จึงมีโครงการที่จะพัฒนาระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ภาวะโลหิตจางจากทีมสหสาขาวิชาชีพ โดยมุ่งหวังให้อัตราของการเกิดภาวะโลหิตจาง (จากการเจาะเลือดครั้งที่ 2) ในหญิงตั้งครรภ์ลดลงได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การเพิ่มพูนความรู้เจ้าหน้าที่งานบริการจ่ายกลาง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 8 นครสวรรค์

นางศุภรัตน์ อินทนูรักษ์

ในปัจจุบัน จากการสังเกตเจ้าหน้าที่งานบริการจ่ายกลางขณะปฏิบัติงาน มีวิธีการแก้ไขปัญหา พูดคุย ตอบคำถาม ข้อสงสัยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกับผู้ที่มารับบริการ บ่อยครั้งพบว่า การตอบคำถามหรือแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรง เป็นไปตามมาตรฐานงานที่กำหนด อาจเกิดความเสี่ยงทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพงานโดยเฉพาะวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์มีโอกาสเกิดความเสียหายโดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดความรู้ที่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ แม้ทางหน่วยงานได้มีการผลักดันส่งไปอบรมภายนอกหน่วยงานทุกปีและมีแผนหมุนเวียนการพัฒนาบุคลากร แต่ด้วยทางศูนย์อนามัยที่ 8 มีงบประมาณจำกัด การไปอบรมจึงขาดความต่อเนื่อง จึงทำให้งานบริการจ่ายกลาง เห็นความสำคัญควรมีการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้สม่ำเสมอมากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางและเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ได้เกิดการมองเห็นภาพรวมในงานของตนเอง เห็นโอกาสพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข เมื่อเปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดและถูกต้อง เพื่อการพัฒนางานให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นหรือให้ดีที่สุดของงานบริการจ่ายกลางคือสูงกว่ามาตรฐาน

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ ผลการใช้รูปแบบกระบวนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย

นางพรทิพย์ รักคำมี

การส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีส่วนทำให้เด็กมีพัฒนาการ     ที่ดีขึ้น และการนำรูปแบบการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่มาใช้สอนในศูนย์เด็กเล็กมีผลส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่สมวัย และมีความฉลาดทางอารมณ์ที่ดีขึ้น รวมทั้งการนำนวัตกรรมการสอนแบบมอนเตสซอรี่มาใช้กับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุ 5 ปีส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีขึ้น       งานตรวจสุขภาพเด็กดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ได้ ทำการศึกษาวิจัย     เรื่อง ผลการใช้รูปแบบกระบวนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ของผู้ปกครองเด็กปฐมวัย   ในเด็กอายุ 1 ปี 6 เดือน – 2 ปี ซึ่งจากผลการศึกษาสรุปได้ว่าการนำกระบวนการสอนแบบมอนเตสซอรี่มาใช้ในเด็กปฐมวัย(เด็กอายุ 1 ปี 6 เดือน – 2 ปี) สามารถส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย และความฉลาดทางอารมณ์ดีกว่าเด็กที่ได้รับการดูแลปกติ ผลที่ได้รับเป็นไปในแนวทางเดียวกัน(พรทิพย์ รักคำมี,2552)

ดังนั้นงานตรวจสุขภาพเด็กดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพจึงคิดทำการศึกษาวิจัยต่อยอดโดยการเปรียบเทียบว่าช่วงวัยที่ต่างกันน่าส่งผลต่อพัฒนาการที่ต่างกัน

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวทางการคัดแยกขยะทั่วไปตามหลัก 3 R

นางภาณินี สธนพานิชย์

ตามนโยบายที่ได้รับมาเรื่องการคัดแยกขยะ งานวิสัญญีจึงมาร่วมกันคิดหาแนวทางการคัดแยกขยะ โดยนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาทบทวนกัน เริ่มจากกำหนดประเภทขยะในแผนกว่าจะแบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง เพื่อว่าขยะที่ทิ้งลงไปแล้วไม่ต้องนำมาคัดแยกใหม่ ได้เป็น 11 ชนิด และภาชนะที่ใส่เป็นถุงพลาสติกหูหิ้ว ห้อยแขวนที่ข้างรถเตรียมยาในห้องผ่าตัด แต่พบว่ายังใช้การได้ไม่ดี เนื่องจากมีชนิดขยะจำนวนมากไปและ ไม่สะดวกในการทิ้ง ทิ้งยาก ทิ้งผิดบ่อย ดูแล้วไม่สวยงาม ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องตามหลัก 5 ส และ IC จึงต้องกลับมา ทบทวนกันใหม่ เพื่อหาแนวทางที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ไห้ได้

เนื่องจากงานที่ปฏิบัติต้องอยู่ในห้องผ่าตัด ซึ่งเป็นห้องที่ต้องสะอาด ฉะนั้นอย่างแรกคือ ภาชนะรองรับขยะจะต้องมีฝาปิดมิดชิด และควรจะมีขนาดใหญ่พอที่จะทิ้งขยะทุกชนิดให้รวมอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อสะดวกในการเปิดและ ปิดฝาเพียงครั้งเดียว ต่อมาคือเรื่องการแยกชนิดของขยะมีมากเกินไป จึงมาช่วยกันกำหนดประเภทของขยะใหม่ ให้ลดลงเหลือเพียง 6 ชนิด จากแนวคิดนี้เราจึงได้เป็นถังพลาสติกสี่เหลี่ยมมีฝาปิดและจัดนำกระป๋องขนาดเล็กที่สามารถจัดวางในถังได้ 6 ใบ เพื่อมาแยกเก็บขยะแต่ละชนิด เขียนชื่อชนิด ของขยะติดไว้เพื่อทิ้งได้ถูกต้อง ต่อมามีการปรับปรุงอีกหลายครั้ง เพื่อให้สะดวกต่อผู้ใช้งานมากขึ้นมีการหา ล้อเลื่อนมาติดให้สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก มีการบอกชนิดของขยะโดยการถ่ายภาพ และติดไว้ที่ ฝากล่องขยะเพื่อให้สะดวกยิ่งขึ้น จึงได้เป็นรูปแบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวปฏิบัติการแก้ไขภาวะทุพโภชนาการและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคทางเดินหายใจในเด็กปฐมวัย

1011343_424294414357198_887820778_n

นางพรรณี ไพบูลย์

การพัฒนาการมีส่วนร่วมโดยครอบครัวเพื่อส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในสถานรับเลี้ยงและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในปี 2554 นั้น สามารถจัดกิจกรรมได้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการเด็กปฐมวัย  ร้อยละ 87.5 (เป้าหมายกำหนดไว้ร้อยละ 80 ) ส่งผลให้อัตราเด็กกินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 75 (เป้าหมายกำหนดไว้ร้อยละ 60 ) อัตราพัฒนาการเด็กปกติสมวัย ร้อยละ 97.56 (เป้าหมายกำหนดไว้ร้อยละ 90) แต่ปัญหาที่พบคือ อัตราป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ/ทางเดินอาหารเกินเกณฑ์ร้อยละ 1.25 (เป้าหมายกำหนดไว้ร้อยละ 1) อัตราการดื่มนมจากแก้ว/กล่องในเด็กอายุ 1 -2 ปี และ 2-4 ปี ต่ำกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 77.26 และร้อยละ 95.08  (เป้าหมายกำหนดไว้ร้อยละ 80 และ ร้อยละ 100 ) อัตราภาวะโภชนาการเด็กอยู่ในเกณฑ์ปกติ ต่ำกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 92.50 (เป้าหมายที่กำหนดไว้ ร้อยละ 97) และเมื่อวิเคราะห์จากการประเมินน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงพบว่าเด็กมีรูปร่างปกติ (สมส่วน+ท้วม+ค่อนข้างผอม) ร้อยละ 85.77 ส่วนที่เหลือรูปร่างเริ่มอ้วน   ร้อยละ 10.36 และอ้วน ร้อยละ 3.87 จะเห็นว่าเด็กยังมีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ มีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม มีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไขจะเป็นปัญหาเรื่องการเจริญเติบโต มีผลถึงพัฒนาการอาจทำให้ล่าช้า และการที่เด็กอ้วน เมื่อเด็กโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วน และส่งผลกระทบทำให้เกิดโรคภัยร้ายแรงต่างๆมากมาย

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวปฏิบัติในการรับประทานอาหารและรูปแบบในการชั่งน้ำหนัก ของบุคลากรแผนกเด็กป่วย

kitjapat

นางสาว กิจจาณัฐ    ไพรเผือก

การส่งเสริมสุขภาพ สำหรับบุคลากรของโรงพยาบาลเป็นองค์ประกอบหนึ่งตามมาตรฐาน   HPH PLUS ดังนั้นโรงพยาบาลจึงมีการตรวจสุขภาพและประเมินสุขภาพของเจ้าหน้าที่ทุกปี   เพื่อที่จะได้ทราบว่าบุคลากรของโรงพยาบาลมีสุขภาพเป็นอย่างไร และเพื่อให้บุคลากรได้มีการวิเคราะห์ภาวะสุขภาพของตน เมื่อทราบแล้วจะได้มีการป้องกัน    ดูแล   และก็รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หากพบการเจ็บป่วยก็มีการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ   เพื่อที่บุคลากรของโรงพยาบาลจะเป็นตัวอย่างในการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน และปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ

จากการตรวจสุขภาพประจำปี 2554 มีเจ้าหน้าที่ในแผนกเด็กป่วยๆอยู่ในกลุ่ม C คือมีน้ำหนักเกิน เกณฑ์ปกติ 5 คนในจำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 9 คนคิดเป็นร้อยละประมาณ 56 ทางแผนกจึงจัดทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องนี้ขึ้นเผื่อให้เจ้าหน้าที่ๆน้ำหนักเกินเกณฑ์มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร่างกายให้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวปฏิบัติ การประเมินรักษาพยาบาลเด็กป่วยโรคปอดบวม

kanyapat

นางสาวกัญญาภัทร กระสินธุ์

ปอดอักเสบเป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 8 – 10 ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ นับเป็นการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จากอาการและความรุนแรงของโรคที่อาจมีอันตรายถึงชีวิตหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน  พยาบาลจึงมีหน้าที่สำคัญ สามารถประเมิน วินิจฉัยปัญหาได้ในระยะเริ่มแรกในการดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ป่วยรอดชีวิตและไม่มีโรคเรื้อรังตามมา จึงได้มีการทบทวนทางวิชาการในการดำเนินการจัดทำแนวทางปฏิบัติการประเมิน ดูแลพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคปอดบวมซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กโรคปอดบวมได้รับการดูแลตามมาตรฐานที่ดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ แนวทางการให้การปรึกษาแบบคู่หลังการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี กรณีผลเลือดลบ

581285_620730571321072_672624815_n

นางสาวรัชนี ปวุตตานนท์

จากสถานการณ์ปัจจุบัน มีการคาดประมาณว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในประเทศไทย ประมาณครึ่งหนึ่งมาจากคู่สามีภรรยาที่มีผลเลือดต่าง การให้การปรึกษากรณีหญิงตั้งครรภ์และสามีที่มีผลเลือดเป็นลบทั้งคู่ เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงการคงผลเลือดเป็นลบตลอดไป ตอบสนองความต้องการของทั้งผู้รับบริการ และเป็นไปตามนโยบายการพัฒนางานแม่และเด็กของกรมอนามัย จึงมีความสำคัญมาก เนื่องจาก ผู้ให้การปรึกษาผู้ปฏิบัติหน้าที่แจ้งผลเลือดลบ มีจำนวน 5 คน เป็นบุคลากรจากหลายหน่วยงาน หมุนเวียนตามตารางปฏิบัติงาน คุณภาพการให้การปรึกษาอาจมีความแตกต่าง และที่ผ่านมา การควบคุมกำกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานมีความละเอียดอ่อน ยุ่งยาก กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทีมผู้ให้การปรึกษา       เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการให้การปรึกษาแบบคู่ หลังการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี กรณีผลเลือดลบ จึงนำไปสู่การสร้างมาตรฐานคุณภาพการให้การปรึกษาให้เกิดประสิทธิผลต่อไป คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ โปรแกรมการดูแลสุขภาพด้วยมาตรฐาน 3 อ.(กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีน้ำหนักและรอบเอวเกิน)

59897_105539116175151_7288155_n

นายเพิ่มศักดิ์ รุ่งจิรารัตน์

จากการดำเนินงาน ปี 2554  ในการจัดกิจกรรมพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพบุคลากรศูนย์ฯ  โดยมีกิจกรรมการตรวจสุขภาพและสมรรถภาพ  มีการรณรงค์เพื่อสร้างกระแสโดยผ่านช่องทางต่างๆ  อาทิ  เช่น  เสียงตามสาย  จัดกิจกรรมเชิงรุกลงสู่หน่วยงาน สร้างคนต้นแบบ ติดตามเฝ้าระวังน้ำหนักรอบเอว รวมทั้งพฤติกรรมสุขภาพตามรายไตรมาส ผลการดำเนินงานยังพบว่าบุคลากรศูนย์ยังมีปัญหาสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นโดยดูจากการทดสอบสมรภาพทางกายในแต่ละด้านพบว่าในเรื่องความจุปอดระดับต่ำเพิ่มขึ้นจากเดิมความอ่อนตัวน้อยลงคะแนนพฤติกรรมสุขภาพระดับปรับปรุงสูงขึ้นจึงส่งผลให้บุคลากรมีน้ำหนักและรอบเอวเพิ่มขึ้นนอกจากนั้นบุคลากรศูนย์ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนลงพุงและกลุ่มที่เป็นโรคอ้วนลงพุงเพิ่มขึ้นจึงจำเป็น ต้องมีการแก้ไขในกลุ่มที่เร่งด่วนและมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาความเจ็บป่วยด้วยการจัดโปรแกรมดูแลสุขภาพด้วยมาตรฐาน 3 อ. ที่เหมาะสมให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี

คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

♥ การพัฒนารูปแบบบริการพยาบาลสำหรับการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารกที่รับการดูแลในงานผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด

299318_264937780184355_692103_n

นางณัฐนันท์  วงษ์มามี

มารดาที่มีบุตรรับการดูแลในงานผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิดต้องถูกแยกบุตรออกจากมารดาทันทีหลังคลอด    จึงเป็นการขัดขวางการปรับตัวของมารดา (Holditch-Davis and Miles  2000) และขาดโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารกอีกด้วยถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือมารดาจะมีโอกาสเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการปรับตัวสู่บทบาทมารดา และการมีความรักใคร่ผูกพันกับทารกต่อไป อีกทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ นครสวรรค์ ยังไม่มีรูปแบบการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารกอย่างเป็นแบบแผน ทีมผู้วิจัยจึงใช้กรอบแนวคิดของโดนาเบเดียน (Donabedian 1992) ที่ใช้ทฤษฎีระบบ (System theory) เป็นกรอบในการประเมินคุณภาพบริการ บนความเชื่อที่ว่า ถ้าโครงสร้างขององค์กรดี จะส่งผลให้กระบวนการดำเนินงานหรือบริการสุขภาพมีประสิทธิภาพ และถ้ากระบวนการดำเนินงาน หรือการบริการสุขภาพดี ก็จะเกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดี แก่ผู้รับบริการ และผู้ให้บริการ อีกทั้งผลการศึกษาจะทำให้ได้รูปแบบการดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้บุคลากรทางสุขภาพ มีรูปแบบการดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดา กับบุตรที่ที่รับการดูแลในงานผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการบริการต่อไป คลิกเพื่ออ่านเพิ่ม→

Page 14 of 19